หลังจากพักไปนาน ทั้งตัวผมเองและทั้งบอลถ้วยเอเชีย คราวนี้ผมจะนำร่องให้แฟนบอลชลบุรีในการออกไปเยือน อัลชอร์ต้าจากประเทศซีเรีย แต่เนื่องจากสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ปะทุมาตั้งแต่ต้นปีนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ทำให้ทางอัลชอร์ต้าต้องข้ามแดนมาใช้สนามในประเทศจอร์แดนแทน โดยในนัดเหย้าที่ชลบุรีจะยกพลไปเยือนในวันที่ 26 กันยายนนี้นั้น ทางเอเอฟซีได้อนุมัติให้อัลชอร์ต้าใช้สนามกีฬาเจ้าชายโมฮัมหมัด ในเมืองซาร์กา ประเทศจอร์แดนเป็นสนามเหย้า
 
ด้วยเหตุที่แนวทางของผมยึดถือเรื่องเมืองเป็นสำคัญ ผมจึงขอเน้นไปที่เมืองซาร์กา และสโมสรฟุตบอลในเมืองนี้เป็นหลัก แต่จะเสริมข้อมูลของสโมสรอัลชอร์ต้าในตอนท้ายเพื่อจะได้ไม่ให้เกิดการสับสน
 
ซาร์กา
 
الزرقاء
 
 
ข้อมูลจำเพาะ
จังหวัด : ซาร์กา
ประเทศ : จอร์แดน
รูปแบบการปกครอง : เทศบาลเมือง
นายกเทศมนตรี : มูฮัมเหม็ด อัลกเวรี
ก่อตั้ง : พ.ศ.2445
อายุ : 110 ปี
พื้นที่ : 37,500 ไร่ (60 ตร.กม.)
พลเมือง : 1,395,000 คน
ความหนาแน่น : 37.2 คน/ไร่ (23,250 คน/ตร.กม.)
ภาษาที่ใช้ : ภาษาอาหรับ
 
 
บรรยากาศสวยๆในเมืองซาร์กา
 
ซาร์กา ถิอว่าเป็นเมืองในเขตมหานครของกรุงอัมมาน โดยเป็นเขตที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมชานเมืองหลวง ถ้าจะเปรียบกับบ้านเราก็เห็นจะเหมือนกับสมุทรปราการนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ซาร์กากลายเป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจอร์แดน โดยในปัจจุบันซาร์กามีจำนวนประชากรมากเกือบ 1.5 ล้านคน ทำให้กลายมาเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศรองจากกรุงอัมมานเท่านั้น
 
 
ประวัติความเป็นมา
 
กองทหารอาหรับเลเจียน หรือ อัลจายห์อัลอาระบี เคยตั้งฐานบัญชาการในเมืองแห่งนี้มาก่อน
 
 
ตามคำบอกเล่ากล่าวว่า พื้นที่แถบนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆมาก่อน กระทั่งการอพยพเข้ามาของชาวเชเชน ที่อพยพหนีสงครามระหว่างจักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิรุสเซียลงมายังบริเวณนี้ และได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นราวปี พ.ศ.2445
 
ในสมัยนั้นดินแดนประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน และดินแดนอาหรับทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งออตโตมันพยายามจะเป็นผู้นำอิสลามที่ดี เมื่อชาวเชเชนที่เป็นมุสลิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังพื้นที่ใต้ปกครองของตน ทำให้ทางการของออตโตมันจึงได้ออกกฎหมายรองรับสถานะภาพชาวเชเชนขึ้นในปี พ.ศ.2448 เพื่อให้สิทธิพลเมืองและสิทธิการครอบครองที่ดินให้แก่ชาวเชเชน จึงทำให้มีชาวเชนเชนหลั่งไหลเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก
 
นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2451 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟสายเฮจาซจากดามัสกัต (ปัจจุบันคือกรุงดามัสกัต ประเทศซีเรีย) ไปยังเมดินะ (ปัจจุบันคือ นครเมดินะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย) โดยมีสถานีรถไฟประจำเมืองซาร์กาสถานีหนึ่งด้วย ทำให้ตัวเมืองซาร์กาขยายขึ้นไปจากเดิม เพราะมีปัจจัยด้านการคมนาคมมาสนับสนุน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพักสินค้า และนักเดินทาง เพราะอยู่ในเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อต่อเมืองสำคัญๆ ในภูมิภาคเฮจาซ (ปัจจุบันคือตอนใต้ของประเทศซีเรีย, ประเทศจอร์แดน, ประเทศอิสราเอล, ดินแดนปาเลสไตน์ และตอนเหนือของซาอุดิอาระเบีย)
 
จวบจนกระทั่งการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน ดินแดนในอดีตการปกครองของออตโตมันจึงแตกแยกออกเป็นประเทศในอานานิคมของยุโรป หนึ่งในนั้นก็คือประเทศจอร์แดน หรือในชื่อหลังแยกมาจากออตโตมันใหม่ๆว่า "ทรานส์จอร์แดน" ซึ่งอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ จึงทำให้ได้รับรูปแแบการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากอังกฤษ ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดตั้งสภาเทศบาลขึ้นทั่วประเทศ และซาร์กาก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับการยกฐานะเป็นสภาเทศบาลในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2471 โดยมีฐานะเป็นฐานบัญชาการของกองทหารอาหรับเลเจียน (Arab Legion ; ขึ้นตรงกับกองทัพอังกฤษ แต่มีกำลังพลส่วนใหญ่เป็นชาวเชเชนในเมืองซาร์กา) ทำให้ซาร์กาผันตัวจากเมืองพักแรมมาสู่เมืองทหารจนกระทั่งจอร์แดนผันตัวสู่ยุคอุตสาหกรรม
 
ปัจจุบันซาร์กาเป็นเมืองหลักในการปกครองของจังหวัดซาร์กา ซึ่งเป็นจังหวัดที่รัฐบาลจอร์แดนวางให้เป็นฐานทางอุตสาหกรรม จึงทำให้เมืองซาร์กากลายมาเป็นเมืองหลักของการอุตสาหกรรมในประเทศจอร์แดนไปด้วย ทำให้มีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ หลายร้อยโรงงานตั้งอยู่รายรอบตัวเมือง พร้อมทั้งดึงดูดผู้คนให้อพยพเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองนี้กันอย่างหนาแน่น ปัจจุบันนี้จึงเป็นการยากที่จะพบเห็นชาวเชเชน ผู้ซึ่งสืบสายเลือดของผู้สร้างเมืองนี้เท่าไหร่นัก
 
 
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
 
เมืองซาร์ก้าตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้ภูมิทัศน์ของเมืองดูสวยงามและแปลกตา
 
เมืองซาร์กามีฐานะเป็นเมืองหลักในการปกครองของจังหวัดซาร์กา (เอซซาการ์) โดยตั้งอยู่ทางตะวันตกของตัวจังหวัด และยังเป็นส่วนหนึ่งในมหานครอัมมาน หรือเป็นปริมณฑล(ชานเมือง)ของกรุงอัมมานนั่นเอง ตัวเมืองตั้งอยู่ห่างจากใจกรุงอัมมานไปทางทิศ 2 นาฬกา ประมาณ 20 กม. บนไหล่ของทิวเขาจอร์แดนทางตอนใต้ของแม่น้ำซาร์กา แม่น้ำสายเล็กๆที่เป็นแขนงของแม่น้ำจอร์แดน ก่อนจะไหลไปลงทะเลสาบเดดซี
 
ซาร์กามีสภาพภูมิอากาศแบบหนาวเย็น-กึ่งแห้งแล้ง (Cold Semi-arid climates) หรือแบบทุ่งหญ่าสเตปป์เขตหนาว (Cold steppe climates) ซึ่งก็คือพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้าแห้งแล้งกึ่งทะเลทราย ซึ่งในหน้าร้อนจะมีอากาศร้อนและแห้งเป็นอย่างมาก แต่ในหน้าหนาวจะมีอากาศเย็นและชื้น ประกอบกับฝนตกแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยหน้าร้อนจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนา-เดือนกันยายน อุณหภูมิสูงสุดประมาณ  30 °C หลังจากนั้นจะเข้าสู่หน้าหนาว แต่ก็จะเริ่มหนาวอย่างจริงจังราวๆ ปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายน อุณภูมืต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 10 °C และจะมีหิมะ รวมทั้งฝนที่ตกประปราย หลังจากหมดหน้าหนาวแล้ว ช่วงรอยต่อระหว่างเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมก่อนเข้าหน้าร้อนจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ
 
 
การคมนาคม
 
สภาพรถไฟสายเฮดจาซที่ชำรุดทรุดโทรมหนักเสียยิ่งกว่ารถไฟในเมืองไทย
 
ตัวเมืองซาร์กาตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 25 ขนาด 6 เลน ที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงอัมมาน กับเมืองเออร์บิดในภาคเหนือ รวมทั้งยังเชื่อมต่อไปยังประเทศซีเรีย นอกจากนี้ยังมีทางหลวงที่สามารถเดินทางไปยังอิรักที่อยู่ทางตะวันออก และซาอุดิอาระเบียที่อยู่ทางใต้ได้อีกด้วย จึงทำให้มีความสะดวกสบาย และสนับสนุนการใช้รถยนตร์ในการเดินทางเป็นอย่างมาก
 
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถไฟสายเฮดจาซ (Hedjaz Railway) ที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยออตโตมัน แต่ปัจจุบันเส้นทางสายนี้เหลือการเดินรถเพียงแค่กรุงอัมมาน-กรุงดามัสกัตเท่านั้น เนื่องจากระบบรถรางและขบวนรถที่เสื่อมโทรม ทำให้ชาวเมืองซาร์กาจะใช้บริการรถไฟในกรณีที่จะไปซีเรียเท่านั้น แต่รัฐบาลจอร์แดนก็มีแผนการปรับปรุงรถไฟ ด้วยการรื้อระบบรถไฟสายเฮดจาซใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างทางรถไฟขึ้นมาใหม่ โดยเชื่อมต่อระหว่างชายแดนซีเรียผ่านลงมาซาร์กา เข้ากรุงอัมมาน และลงใต้ไปยังชายแดนซาอุดิอาระเบีย นอกจากนี้ยังมีแผนจะสร้างรถไฟชานเมืองจากกรุงอัมมานมายังซาร์กาอีกด้วย
 
สำหรับสนามบินประจำเมืองนี้คือ สนามบินนานาชาติพระราชินีอาเลีย (Queen Alia International Airport) ตั้งอยู่ห่างจากกรุงอัมมานไปทางใต้ประมาณ 20 กม. รวมระยะทางจากซาร์กาไปสนามบินแล้วได้ประมาณ 40 กม. ปัจจุบันมีเพียงสายการบินแห่งชาติจอร์แดน หรือรอยัลจอร์แดนเนียน (Royal Jordanian ; RJ) เพียงสายการบินเดียวที่ทำการบินระหว่างสุวรรณภูมิกับควีนอาเลีย โดยทำการบินทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน (ข้อมูลวันที่ 7 ก.ย. 55)
 
ส่วนการเดินทางจากสนามบินเข้าตัวกรุงอัมมานจะมีแค่รถเมล์ด่วนที่ออกทุกๆ 1 ชม. และรถแท็กซี่เท่านั้น สำหรับราคาแท็กซี่เข้ากรุงอัมมานนั้นจะมีราคามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 20 ดีนาร์จอร์แดน หรือประมาณ 30 ดอลาร์สหรัฐ แต่ถ้าจะไปต่อที่ซาร์กานั้นควรทำการตกลงราคาค่าโดยสารให้ดีเสียก่อน (ซาร์ก้าหาที่พักยากกว่าอัมมาน)
 
 
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
 
อย่างที่บอกไปแล้วว่าซาร์ก้าเป็นเพียงเมืองในเขตมหานครของกรุงอัมมาน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยสภาพเช่นนี้ซาร์ก้าจึงไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ทำให้ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนั้นผมจึงขอนำสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงอัมมานมาลงแทนนะครับ
 
 
 
เนินปราสาทอัมมาน (Amman Citadel) - หรือจาบัลอัลกัลลา (جبل القلعة) ตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางกรุงอัมมาน ประกอบไปด้วยกลุ่มของสิ่งก่อสร้าง และหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นมา โดยสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจได้แก่ วิหารเฮราเคิล, โบสถ์ไบแซนไทน์ และพระราชวังอุมัยยะฮ์
 
 
โรงละครโรมัน (Roman theater) - เป็นโรงละครกลางแจ้งแบบโรมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจอร์แดน สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิอันโตนิอุส ปิอุส แห่งจักรวรรดิโรมัน (ครองราชย์ พ.ศ.681-704) และภายในบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยาอีกด้วย
 
ย่านจาบัลอัมมาน (Jabal Amman) - ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะเป็นแหล่งรวมของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน รวมทั้