เมืองลูกหนัง : เคียฟ

posted on 29 Jun 2012 01:44 by bigvictory in CitiesFootball directory Travel, Knowledge
ในที่สุดก็ได้ 2 ทีมสุดยอดแห่งทวีปยุโรปที่จะเข้าไปชิงชัยกันในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลลยูโร ประจำปี 2012 แล้วนะครับ นั่นคือ ทีมชาติสเปน กับทีมชาติอิตาลี ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นแฟนเยอรมัน แต่แอบปันใจให้อิตาลีนิดหน่อย รองรองที่เยอรมันพ่ายอิตาลีไปแบบสู้ไม่ได้นั้น ผมเองก็เซ็งเกมรับของเยอรมัน
 แต่ก็แอบชื่นชมการเล่นของอิตาลีที่เรียกว่า เหนียวแน่น แม่นยำ และเด็ดขาด เรียกได้ว่าครบเครื่องจริงๆครับ สำหรับอิตาลีชุดที่ก่อนแข่ง ใครหลายๆคนคาดกันว่าเป็นทีมพิการ
 
ส่วนแฟนสเปนอย่าพึ่งน้อยใจไปนะครับ แม้ผมจะโปรอิตาลีมากกว่า แต่จากสถิติที่ผ่านมาแล้ว ถ้าผมเชียร์ใคร หรือถือหางทีมไหน ทีมนั้นแพ้ลูกเดียวครับ ฉะนั้นยูโรหนนี้ น่าจะเป็นครั้งแรกที่จะมีแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน Smile
 
สำหรับเอนทรี่นี้ เราจะมาเจาะกรุงเคียฟ ในแบบของบิ๊กวิคตอรี่กันครับ ใครจะใช้เป็นข้อมูล หรืออ่านเล่นเพลินๆก่อนดูเกมนัดชิงยูโร หรือจะเอาไปเผยแพร่ต่อ ก็เชิญได้ตามสบายนะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ขอเพียงลิ้งค์กลับมาที่บล็อคกันบ้าง จะเป็นพระคุณอย่างสูง
 
เคียฟ
 
Київ
 
ธงประจำกรุงเคียฟ
 
ตราประจำกรุงเคียฟ
 
ข้อมูลจำเพาะ
ประเทศ : ยูเครน
รูปแบบการปกครอง : นครปกครองพิเศษ
นายกนครามนตรี : เลโอนิด เชอร์โนเว็ตสกี้ (รักษาการ หลังจากลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา)
ก่อตั้ง : คริสต์ศตวรรษที่ 5
อายุ : ≈ 1,600 ปี
พื้นที่ : 522,237 ไร่ 2 งาน (835.58 ตร.กม.)
พลเมือง : 2,816,500 คน
ความหนาแน่น : 5.4 คน/ไร่ (3,370.7 คน/ตร.กม.)
ภาษาที่ใช้ : ภาษายูเครนใช้เป็นภาษาราชการ, ภาษารัสเซียใช้กันอย่างแพร่หลาย (ใช้มากกว่าภาษายูเครนเสียอีก Foot in mouth)
 
กรุงเคียฟ
กรุงเคียฟ มหานครสำคัญแห่งชนชาวสลาฟ
 
กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครน หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ และมีความสำคัญของยุโรปตะวันออก ด้วยเหตุนี้ เคียฟ จึงเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าสนใจและน่าจะไปเยือน เนื่องจากมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ ทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางของยุโรปตะวันออก ที่สามารถจะเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญๆอื่นๆในภูมิภาคนี้ได้ง่ายอีกด้วย
 
ประวัติความเป็นมา

4 พี่น้องผู้ก่อตั้งกรุงเคีฟย
อนุสาวรีย์ 4 พี่น้อง ที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นผู้ก่อตั้งกรุงเคียฟ
จาก ซ้าย-ขวา : คยี (Kyi), เชค (Shchek), โคริฟ (Khoryv) และลีบิด (Lybid)
 
สันนิษฐานกันว่าเคียฟ เริ่มก่อร่างสร้างเมืองขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยมีตำนานในพงศาวดารรัสเซีย กล่าไว้ว่า 3 พี่น้องจากชนเผ่าสลาฟ คือ คยี (Kyi), เชค (Shchek), โคริฟ (Khoryv) และลีบิด (Lybid) เป็นผู้สร้างเมืองนี้ขึ้น โดยชื่อเมืองว่า "เคียฟ" นั้นก็ได้มาจากชื่อของ "คยี" พีใหญ่(ผู้นำ)ของ 4 พี่น้องนี้นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตำนานความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งเมืองเคียฟ แต่ดูเหมือนว่าตำนาน 4 พี่น้องจะเป็นที่นิยมมากที่สุด
 
สำหรับนักประวัติศาสตร์ระบุว่าช่วงเวลาที่เคียฟได้ก่อตัวขึ้น น่าจะอยู่ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5-9 โดยมีชาวสลาฟเป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ รูปแบบของเมืองในช่วงแรกน่าจะเป็นการรวมตัวกันแบบเมือง-ป้อมปราการ ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 จักรวรรดิคาซาร์ซึ่งเป็นจักรวรรดิของชาวเติร์ก ได้ขยายอำนาจเข้ามายังบริเวณนี้ พวกเขาได้เริ่มสร้างเคียฟให้เป็นเมืองมากขึ้นกว่าเดิม และเคียฟก็เริ่มขึ้นมามีบทบาทในฐานะเมืองหน้าด่านของจักรวรรดิคาซาร์ กับดินแดนของพวกวารันเจียนที่อยู่ทางเหนือ
 
ถัดมาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 เคียฟก็ตกเป็นของพวกวารันเจียน (ที่นำโดยชาวรุส) และกลายมาเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรเคียฟรุส (ต้นกำเนิดของประเทศกลุ่มสลาฟตะวันออกในปัจจุบัน ได้แก่ รัสเซีย, ยูเครน และเบลารุส) จากการกลายมาเป็นเมืองสำคัญ ทำให้เคียฟผ่านทั้งจุดสูงสุดในฐานะเมืองหลวง และจุดต่ำสุดในฐานะเมืองร้างที่โดนเผาทำลายจนวอดวาย สลับกันไปสลับกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะอยู่ในช่วงต้นของการรวมชาติของชาวรุสเป็นอาณาจักรเคียฟรุส (ชาวรุส คือ ชนชาติสลาฟตะวันออก)
 
กระทั่งการขยายอำนาจเข้ามาของมองโกลในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่สั่นคลอนยุโรปด้วยกองทัพม้าอันลือลั่น และขณะนั้นเอง อาณาจักรเคียฟรุสก็เสื่อมอำนาจลง โดยมีอาณาจักรแกรนด์ดัชชีแห่งลิธัวเนีย ก้าวขึ้นมาปกครองบริเวณนี้แทน ด้วยความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเคียฟ ทำให้ 2 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในขณะนั้นเข้าห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงเคียฟ ท้ายที่สุดแล้ว เป็นฝ่ายลิธัวเนียที่ได้ครอบครองเคียฟ และผนวกดินแดนเดิมของอาณาจักรเคียฟรุสเข้ามาเป็นของตน และพัฒนาต่อไปจนเป็นมณฑลเคียฟ (Kiev Voivodeship) ในการปกครองของเครือรัฐโปแลนด์-ลิธัวเนีย (อาณาเขตของมณฑลเคียฟทั้งที่ตั้งและอาณาเขตจะใกล้เคียงกับประเทศยูเครนในปัจจุบัน)
 
จวบจน พ.ศ.2210 (สมัยอยุธยาตอนปลาย) ชาวรุสก็กลับเข้ามามีอำนาจในเคียฟและดินแดนโดยรอบอีกครั้ง โดยอาณาจักรซาร์แห่งรัสเซีย (หรือรุสเซีย) ได้ผนวกมณฑลเคียฟเข้ามาอยู่ในอำนาจ ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอาณาจักรซาร์แห่งรัสเซียพัฒนามาเป็นจักรวรรดิรัสเซีย เคียฟก็ยังคงมีความสำคัญอยู่เช่นเคย แต่ผันจากศูนย์กลางการปกครอง มาเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนา(คริสต์) และเมืองท่าทางการค้า
 
เมื่อมีการปฏิวัติรัสเซียในปี พ.ศ.2460 (สมัย ร.6) ทำให้จักรวรรดิรัสเซียกลายมาเป็น สหภาพโซเวียต ส่วนเคียฟได้กลายมาเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน (ส.ส.ซ.ยูเครน ; Ukrain SSR) ในปี พ.ศ.2477 แทนที่ของเมืองคาร์คีฟที่เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของ ส.ส.ซ.ยูเครน ทำให้เคียฟกลับมากลายเป็นเมืองที่สำคัญในทุกๆด้านอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 เคียฟได้ถูกทำลาย และตกเป็นของนาซี อันเป็นผลมาจากการที่โซเวียตแพ้นาซีในยุทธการเคียฟ พ.ศ.2484 (Battle of Kiev 1941) ซึ่งในครั้งนั้นมีทหารโซเวียตถูกสังหาร และถูกจับประมาณ 600,000 คน Sealed
 
นอกจากนี้ใน พ.ศ.2529 เคียฟเคยเสี่ยงต่อภาวะการสูญสิ้นสภาพการเป็นเมือง ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ซึ่งอยู่ห่างจากเคียฟขึ้นไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร แต่ทว่าในครั้งนั้น เคียฟยังโชคดีที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี เพราะว่ากระแสลมไม่ได้พัดลงใต้ ทำให้เคียฟรอดจากมหันภัยร้ายแรงครั้งนั้นมาได้ จนมาถึงในยุคที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ส.ส.ซ.ยูเครน ได้เปลี่ยนประเทศจากระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และยังคงมีเคียฟเป็นเมืองหลวงของประเทศจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้
 
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
 
เคียฟ
ปริมณฑลของเคียฟจะเป็นป่าในที่ลุ่มชื้นแฉะริมฝั่งแม่น้ำนีเปอร์ จนเคียฟถูกยกให้เป็นเมืองสีเขียวและปอดของยุโรปเลยทีเดียว
 
กรุงเคียฟ ตั้งอยู่ทางตอนบนของประเทศยูเครน ริมสองฝั่งแม่น้ำนีเปอร์ (Dnieper River) ซึ่งแม่น้ำสายนี้จะแบ่งเมืองออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก โดยศูนย์กลางของเมืองจะอยู่ฝั่งตะวันตกอันเป็นพื้นที่ลอนลูกคลื่นที่มีระดับความสูง 50 - 200 เมตร ส่วนฝั่งตะวันตกจะเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างแม่น้ำนีเปอร์กับเนินเขาในเขตป่าสนทางด้านตะวันออก ส่วนสภาพภูมิประเทศโดยตัวเมืองจะเป็นป่าในที่ลุ่มชื้นแฉะ ทะเลสาบขนาดเล็ก และลำน้ำสาขาย่อยของแม่น้ำนีเปอร์กระจายตัวอยู่โดยรอบ ด้วยเหตุนี้ ทางการของเคียฟ จึงต้องออกกฎหมายควบคุมการขยายตัวของเมืองไม่ให้มีมากจนไปกระทบต่อระบบนิเวศที่เปราะบางรอบเมือง และยังมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นเพื่อควบคุมกระแสน้ำในแม่น้ำนีเปอร์ ช่วงที่ไหลผ่านกรุงเคียฟเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งสามารถช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
 
สำหรับสภาพภูมิอากาศ กรุงเคียฟตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นทวีป (Humid continental climate) ซึ่งจะมีฝนตกอยู่ตลอดปี โดยไม่มีฤดูฝนที่แน่นอนโดยฝนจะตกกระจายกันไปในแต่ละเดือน แต่จะตกหนักในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี ส่วนหน้าร้อนจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม และหน้าหนาวจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม โดยจะมีหิมะตกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน-สิ้นเดือนมีนาคม
 
การคมนาคม

สถานีรถไฟเคียฟ
ย่านสถานีรถไฟขนส่งมวลชนกรุงเคียฟ คือสถานที่สำคัญด้านการคมนาคมของเมืองนี้
 
รูปแบบการคมนาคมของชาวเมืองเคียฟ จะพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนมากที่สุด โดยระบบขนส่งมวลชนยอดฮิตได้แก่ เมโตร (Metro = รถไฟใต้ดิน) ซึ่งในขณะนี้เปิดให้บริการ 3 สาย (กำลังก่อสร้างอีก 2 สาย) คือ สายที่ 1 วิ่งในแนวตะวันออก-ตก สายที่ 2 วิ่งในแนวเหนือ-ใต้ และสายที่ 3 วิ่งในแนวตะวันตก/เหนือ-ตะวันออก/ใต้ โดยจะมีย่านสถานีหลักอยู่ในย่านกลางเมืองที่เชื่อมทั้ง 3 สายเข้าไว้ด้วยกัน (มีหลายสถานี) นอกจากเมโตรแล้วก็ยังมี มาร์ชรูตก้า (Marshrutka = รถตู้/มินิบัสแบบเหมาจ่าย) ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็คือ รถตู้สาธารณะของบ้านเรานั่นเอง (แต่ไม่รู้จะมีป้ายเขียว ป้ายดำ ป้ายแดงแบบบ้านเราไหม ฮา Embarassed)
 
นอกจากนั้นก็ยังมีรถเมล์ไฟฟ้า (Trolleybus) ที่รูปร่างเป็นรถเมล์ยาว 2 ตอน(ช่วง) แต่มีสายไฟระโยงระยางแบบรถไฟฟ้า, รถราง ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้ว และรถไฟไต่เขา (Funicular) ซึ่งจะมีแค่ในย่านโปดิลเท่านั้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแท็กซี่ที่ไม่อยากจะแนะนำ เพราะชาวต่างชาติอาจจะโดนโกงค่าโดยสารได้ง่าย เนื่องจากระบบแท็กซี่ในเคียฟยังไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากรัฐเท่าที่ควร
 
สำหรับการเดินทางไปต่างเมืองหรือต่างประเทศนั้น รถไฟ ถือว่าเป็นบริการที่ชาวยูเครนส่วนใหญ่เลือกใช้ โดยมีการรถไฟยูเครนเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งปัจจุบันระบบรถไฟขนส่งมวลชนที่วิ่งผ่านกรุงเคียฟจะเป็นหัวรถจักรไฟฟ้าทั้งหมด มีความอัตราความเร็วอยู่ที่  50-90 ก.ม./ชม. โดยจะมีสถานีรถไฟขนส่งมวลชนกรุงเคียฟ เป็นสถานีรถไฟหลัก (รวมไปถึงเมโตรสาย 1 และรถรางอีกด้วย) ซึ่งเราจะสามารถเดินทางจากเคียฟไปยังเมืองใหญ่ทุกเมืองของยูเครน รวมไปถึงเมืองใหญ