คราวนี้มาต่อเนื่องกันเลยครับ หลังจากชะแว๊บไปญี่ปุ่นกันในเอนทรี่ก่อนหน้า คราวนี้เราจะตาม ช.ชลบุรี ไปลุยกับ "สหเคหาส" (โฮมยูไนเต็ด ; จะแปลทำไมกันฟร๊ะ ชื่อทะแม่งชอบกล Foot in mouth) ถึงถิ่นสิงคโปร์กันเลย ผมเชื่อว่านัดนี้จะมีแฟนบอลชาวไทยเดินทางไปเชียร์ชลบุรีกันเยอะ เพราะการเดินทางสะดวก และอยู่ไม่ไกลจากไทยมากนัก แถมบ้านเมืองเขายังสวยงามสบายตาเหมาะแก่การไปเยือนอีกด้วย ว่าแล้วก็มาดูข้อมูลที่(น่าจะ)เป็นประโยชน์กันก่อน
 
สิงคโปร์
 
Singapore, 新加坡, Singapura, சிங்கப்பூர்
 
ธงชาติสิงคโปร์
 
ตราแผ่นดินสิงคโปร์
 
ข้อมูลจำเพาะ
ชื่อเดิม : เตมาเส็ก
ชื่ออื่น : ซินเจียป๋อ (จีนกลาง), สิงกะปุระ (มลายู), ซิงกัปปูรฺ (ทมิฬ)
ประเทศ : สาธารณรัฐสิงคโปร์
รูปแบบการปกครอง : นครรัฐ 
นายกรัฐมนตรี : ลี เซียนลุง (เข้ารับตำแหน่ง 12 สิงหาคม พ.ศ.2547)
ประธานกรมการพัฒนาเมือง : อลัน ชาน (กรมนี้อยู่ในสังกัดของกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ)
ก่อตั้ง : 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2362
อายุ : 193 ปี
พื้นที่ : 443,750 ไร่ (710 ตร.กม.)
พลเมือง : 5,183,700 คน
ความหนาแน่น : 11.7 คน/ไร่ (7,300 คน/ตร.กม.)
ภาษาที่ใช้ : ภาษาราชการ 4 ภาษา คือ อังกฤษ(ใช้โดยทั่วไป), จีนกลาง(จีนอย่างอื่นก็มี จีนแคะ, กวางตุ้ง, แต้จิ๋ว), มลายู และทมิฬ
 
วิวเมืองสิงคโปร์
สิงคโปร์ถือว่าเป็นเมืองสำคัญที่สุดในอุษาคเนย์
 
สิงคโปร์ หรือ "เมืองแห่งสิงห์" (แผลงมาจาก สิงกะปุระ ในภาษามลายู แต่เชื่อไหมว่าบนเกาะสิงคโปร์ไม่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของสิงโต หรือสิงห์พันธุ์ใดๆเลย) ศูนย์กลางความเจริญในด้านเศรษฐกิจ คมนาคม ความเป็นอยู่ ของภูมิภาคอุษาคเนย์ 1 ใน 3 นครรัฐเอกราชที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลก และเป็นนครรัฐเอกราชแห่งเดียวในโลกที่ตั้งอยู่บนเกาะ WoW
 
ประวัติความเป็นมา
 
สิงคโปร์ ww2
ภาพถ่ายสิงคโปร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
 
ประวัติศาสตร์สิงคโปร์อาจย้อนไปได้ไกลเป็นพันปี เพราะอยู่ในเส้นทางการเดินเรือของพ่อค้าอาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย และจีน มานานหลายศตวรรษแล้ว โดยในสมัยโบราณเรียกเกาะรกร้างแห่งนี้ว่า "เตมาเส็ก" ต่อมาในสมัยที่เจ้าชายนีละ อุตะมะ แห่งศรีวิชัย ทรงออกล่าสัตว์และผ่านมายังเตมาเส็ก ได้พบเห็นสัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายสิงโต(ความจริงน่าจะเป็นเสือ เพราะบนเกาะสิงคโปร์ไม่เคยมีร่องรอยว่าเคยเป็นที่อยู่ของสิงโต) พระองค์จึงขนานนามเกาะแห่งนี้ใหม่ว่า "สิงกะปุระ" อันมีความหมายว่า เมืองแห่งสิงห์
 
ต่อมาเมือชาวตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคมในแถบนี้ เตมาเส็ก ซึ่งพัฒนามาเป็นหมู่บ้านชาวประมงขึ้นกับรัฐสุลต่านยะโฮร์ ก็ไปต้องตาต้องใจของ เซอร์ โทมัส แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Bingley Raffles) ผู้แทนการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยดูแลชวาอยู่พักใหญ่ ในช่วงที่อังกฤษเข้าไปปกครองชวาแทนฮอลันดา
 
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2362 แรฟเฟิลส์จึงได้ทำสัญญาเช่าสิงคโปร์จากสุลต่านฮุสเซ็น แห่งรัฐยะโฮร์ แม้ในตอนแรกจะมีเสียงคัดค้านต่อการกระทำของแรฟเฟิลส์ แต่เขาก็ชี้แจงว่าสิงคโปร์จะกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของจักรวรรดิอังกฤษ เพราะอยู่ตรงกลางเส้นทางเดินเรือระหว่างอินเดียกับจีน และแรฟเฟิลส์ก็พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นเมืองท่าสำคัญอย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้จนสำเร็จ
 
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิงคโปร์ ทำให้ทางการอังกฤษต้องอพยพแรงงานชาวจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก และก็ยังมีแรงงานจากอินเดียใต้(ชาวทมิฬเป็นส่วนใหญ่) ที่อพยพเข้ามายังสิงคโปร์ ในฐานะชาวอาณานิคมอังกฤษ ทำให้ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าชาวจีนเป็นชนกลุ่มใหญ่ในสิงคโปร์ และมีชาวมลายู และชาวทมิฬแทรกอยู่ด้วย
 
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิงคโปร์ถูกกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครอง แต่พอญี่ปุ่นแพ้สงคราม อังกฤษก็กลับมาปกครองสิงคโปร์อีกครั้ง แต่อังกฤษก็ให้สิทธิในการบริหารปกครองตนเองแก่สิงคโปร์ทั้งหมด ยกเว้นการทหารและการต่างประเทศ อีกทั้งยังปูพื้นฐานการปกครองตามแนวทางประชาธิปไตยแก่ชาวสิงคโปร์อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2506 อังกฤษถอนตัวจากการปกครองดินแดนในอุษาคเนย์ สิงคโปร์จึงไปเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาลายา แต่จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนมลายูบนแผ่นดินใหญ่ กับคนจีนบนเกาะสิงคโปร์ ทำให้ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2508 สิงคโปร์ก็ได้แยกออกมาเป็นประเทศเอกราช และมุ่งพัฒนาประเทศขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เจริญที่สุดของเอเชีย
 
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
 
แผนที่เกาะสิงคโปร์
แผนที่หมู่เกาะสิงคโปร์
 
สิงคโปร์ใช่ว่าจะเป็นเกาะเดียวเดี่ยวๆ หากแต่เป็นหมู่เกาะที่มีเกาะหลักที่คนทั่วไปเข้าใจว่าชื่อของมันคือ เกาะสิงคโปร์ แต่แท้จริงแล้วมันคือ เกาะอูจง (Palau Ujong) และมีเกาะเล็กเกาะน้อยรายรอบอยู่อีกถึง 62 เกาะ ทั้งที่เป็นเกาะธรรมชาติ และเกาะเทียมฝีมือมนุษย์ ลักษณะโดยทั่วไปของเกาะหลักที่ว่านี้เป็นเกาะที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับการเป็นเมืองที่ต้องรองรับประชากรกว่า 5 ล้านคน ในอดีตเกาะนี้เคยมีพืนที่เพียง 500 กว่าตารางกิโลเมตร แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 710 ตร.กม. โดยเกิดจากการถมทะเลเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและประชากร จึงทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะมีลักษณะเป็นที่ราบ แต่ก็มีเนินเขาในตอนกลางและทางตะวันตกของเกาะ โดยเนินเขาที่สูงที่สุดในสิงคโปร์คือ เนินเขาบูกิตติมาห์ (Bukit Timah Hill) ซึ่งมีความสูง 166 เมตร
 
สิงคโปร์ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน และไม่มีฤดูกาลที่แบ่งแยกอย่างชัดเจน โดยจะมีอุณภูมิที่สม่ำเสมอระหว่าง 23-32 C โดยช่วงที่ร้อนที่สุดคือช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 31 C นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมีความชื้นที่สูงมาก(ประมาณ 70%) ทำให้มีฝนตกบ่อยครั้ง มีฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนมกราคม นอกจากนี้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย ยังส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์ทุกปี จนกลายเป็นฤดูกาลปกติของสิงคโปร์ไปแล้ว โดยหมอกควันไฟป่านี้จะมีในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม
 
การคมนาคม
 
การคมนาคมในสิงคโปร์
การคมนาคมประเภทต่างๆในสิงคโปร์
 
การเดินทางในสิงคโปร์นั้นพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนเป็นอย่างมาก เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่จำกัดการครอบครองรถยนต์ส่วนตัว โดยการคิดภาษีเท่ากับราคารถเลยทีเดียว (ลองคิดเล่นๆดู ว่ารถราคา 20-30 ล้าน ที่ลูกเศรษฐีบ้านเราซื้อมาวิ่งเล่น แล้วไปตำคนตายอีกต่างหาก Tongue out ถ้าเป็นลูกเศรษฐีสิงคโปร์ต้องควักจ่ายถึง 40-60 ล้านเลยนะนั่น Sealed)
 
ระบบขนส่งมวลชนของสิงคโปร์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รถเมล์ รถไฟ และแท็กซี่ สำหรับรถเมล์นั้นจะให้บริการโดย 2 บริษัท(มหาชน) คือ SBS (รถออกโทนสีม่วง) และ SMRT (รถออกโทนสีแดง) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทจะมีรถวิ่งให้บริการทั่วทุกเส้นทางในสิงคโปร์ และขอกระซิบบอกว่า "รถเมล์บ้านเขาแม้จะเป็นบริษัทเอกชน แต่รถเขาโคตรดีเลยครับ ต่างจากบ้านเรามว๊ากก Surprised"
 
ส่วนรถไฟนั้นจะเป็นรถไฟฟ้าที่มีทั้งลอยฟ้า มุดดิน และเลียบพื้น และอีกเช่นเคยให้บริการโดย SBS และ SMRT โดย SBS เปิดให้บริการอยู่ 3 สายในขณะนี้คือ North East Line, Sengkang LRT line และ Punggol LRT line ส่วน SMRT เปิดให้บริการอยู่ 4 สายในขณะนี้คือ North South Line, East West Line (หรือสายสีเขียว เป็นสายที่คนไทยต้องรู้จัก เพราะเป็นสายที่เชื่อมต่อระหว่างสนามบินชางงีกับส่วนอื่นๆของสิงคโปร์), Circle Line และ Bukit Panjang LRT Line นอกจากรถไฟฟ้าแล้ว สิงคโปร์ยังมีรถไฟด่วนที่วิ่งมาจากมาเลเซีย(ควบคุมและบริหารโดยการรถไฟมาเลเซีย ซึ่งเป็นมรดกครั้งยังเป็นสหพันธรัฐมาลายา) โดยรถไฟของมาเลเซียยังเชื่อมต่อกับการรถไฟของไทยอีกด้วย ซึ่งก็แปลว่า เราสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพไปสิงคโปร์ได้นั่นเอง (แต่ต้องไปเปลี่ยนรถที่บัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งเป็นปลายทางสายกรุงเทพ-บัตเตอร์เวิร์ธ)
 
ส่วนแท็กซี่ก็เหมือนกันทั่วโลก ตรงที่ค่าโดยสารมันจะแพงกว่าการเดินทางแบบอื่น แต่แท็กซี่นั้นพิเศษตรงที่ไปได้ตามใจเรา ขอแค่มีเงินจ่าย แถมยังส่งเราลงหน้าสถานที่ที่เราต้องการไปอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่ยังใหม่กับสิงคโปร์ หรือคนที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ในชาวสิงคโปร์ยังชอบเดินทางด้วยรถจักรยาน และเดินเท้า โดยเฉพาะการเดินเท้าของผู้คนที่นี่ละม้ายกับที่ญี่ปุ่นมาก เพราะเราจะเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่มากมาย แถมฝีเท้ายังเร็วจี๋จนเราตามไม่ทันอีกด้วย
 
สำหรับสนามบินแห่งชาติของสิงคโปร์ก็คือ สนามบินนานาชาติสิงคโปร์ชางงี ที่เป็นสนามบินสำคัญอีกแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยเป็นสนามบินหลักของสายการบินต่างๆ เช่น สายการบินสิงคโปร์, ซิลค์แอร์, เจ็ตสตาร์เอเชีย เป็นต้น และจากการที่สิงคโปร์เป็นเมืองท่าทางเรือที่สำคัญ จึงส่งผลให้สิงคโปร์มีบทบาทการเป็นเมืองท่าทางอากาศควบคู่กันไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่สายการบินเกือบจะทุกสายมักมีเที่ยวบินมาลงที่ชางกีกันทั้งนั้น
 
สายการบินที่บินระหว่างไทยกับสิงคโปร์มีดังนี้ 1.จากสุวรรณภูมิ : บางกอกแอร์เวย์, บิซิเนสแอร์, คาเธ่แปซิฟิค, เจ็ตสตาร์เอเชีย, สายการบินพม่า, สายการบินสิงคโปร์, ไทยแอร์เอเชีย, สายการบินไทย, ไทเกอร์แอร์เวย์ 2.เชียงใหม่ : ไทยแอร์เอเชียร์ (กำลังจะยกเลิกเที่ยวบินวันที่ 21 พ.ค.นี้แล้ว), ซิลแอร์ 3.หาดใหญ่ : ไทเกอร์แอร์เวย์ 4.ภูเก็ต : ไทยแอร์เอเชีย, เจ็ตสตาร์เอเชีย, ซิลแอร์, ไทเกอร์แอร์เวย์ 5. สมุย : บางกอกแอร์เวย์, ซิลแอร์ 6.กระบี่ : ไทเกอร์แอร์เวย์
 
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ