วันนี้ต้องรีบปั่นซีรีย์ชุด บ.ช. ตอนที่ 2 (ใครที่พึ่งมาอ่านอยากรู้ว่า บ.ช. คืออะไรตามได้ที่ บ.ช.ตอนพม่า ได้เลยนะครับ) เพราะช่วงก่อนหน้าวันที่ 21 มีนาคม ผมไม่ว่างเลยครับ ก็เลยต้องมาปั่นข้อมูลให้พี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่จะไปกวางโจ (ผมขอออกเสียงว่า กวางโจว แล้วกันนะ อันที่จริงก็ไม่รู้สำเนียงกวางตุ้งว่าออกเสียงยังไง ใครรู้มากระซิบบอกผมทีเถอะ Smile) จะได้มีข้อมูลไว้ใช้ทำศึกกับเอเวอร์แกรนด์
 
กวางโจว
 
广州
 
 
ข้อมูลจำเพาะ
ชื่อเดิม : พันหยู่ (番禺)
ชื่ออื่น : แคนตั้น (Canton) เป็นชื่อที่ชาวยุโรปเรียกใช้เรียกกวางโจว, เมืองแพะ (山羊 อ่านว่า ซานหยาง) เป็นฉายาหรือชื่อเล่นที่ชาวจีนใช้เรียกกวางตุ้ง
ประเทศ : สาธารณรัฐประชาชนจีน
มณฑล : กวางตุ้ง
รูปแบบการปกครอง : เมืองระดับอนุมณฑล (副省级行政区 ;  Sub-provincial city) 
นายเมือง : เฉิน เจียนหัว (เข้ารับตำแหน่ง 20 ธันวาคม พ.ศ.2554)
ก่อตั้ง : ราวๆ สมัยราชวงศ์ฉิน
อายุ : ≈ 2,200 ปี
สถานภาพเมืองหลวง : พ.ศ.337 เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหนานเย่หรือนามเวียต (บรรพบุรุษของชาวเวียดนามในปัจจุบัน), พ.ศ.432 กลายมาเป็นเมืองหลวงของแคว้นที่ปกครองโดยราชวงศฮั่น
พื้นที่ : เขตอนุมณฑล 4,646,500 ไร่ (7,434.4 ตร.กม.) ; เขตเมือง 2,402,143 ไร่ 3 งาน (3,843.43 ตร.กม.)
พลเมือง : เขตอนุมณฑล 12,700,800 คน ; เขตเมือง 11,070,654 คน
ความหนาแน่น : เขตอนุมณฑล 2.7 คน/ไร่ (1,708.3 คน/ตร.กม.) ; เขตเมือง 4.6 คน/ไร่ (2,880.4 คน/ตร.กม.)
ภาษาที่ใช้ : ภาษาหลักคือ ภาษากวางตุ้ง ส่วนภาษาอื่นๆ ได้แก่ ภาษาจีนกลาง (Mandarin ; เป็นภาษาราชการ) และภาษาจีนแคะ (Hakka) 
 
เมืองกวางโจว
(กวางโจว เป็นหนึ่งใน 5 มหานครสำคัญของจีน ร่วมกับกรุงปักกิ่ง, ฉงชิ่ง, เซี่ยงไฮ้, และเทียนจิน)
 
กวางโจว คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของมณฑลกวางตุ้ง มีฐานะเป็นเมืองสำคัญที่สุดในภูมิภาคจีนตอนใต้ และเป็นหนึ่งใน 5 มหานครที่สำคัญที่สุดของจีน โดยเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศจีน ด้วยจำนวนประชากรกว่า 4 ล้านคน จึงทำให้กวางโจวมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของการค้า การคมนาคมในภูมิภาคนี้
 
ประวัติความเป็นมา
 
กวางโจวสมัย 13 โรงงาน
(ภาพวาดเมืองกวางโจวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยในสมัยนั้นชื่อเรียกของเมืองคือ Canton อันเป็นชื่อที่เรียกโดยชาวยุโรป)
 
กวางโจว เป็นเมืองที่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินแล้ว แต่ไม่ทราบว่าชนชาติใดเป็นผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้ โดยมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า พันหยู่ (番禺) เรียกตามชื่อของภูเขาสองลูกที่ขนาบเมืองอยู่ คือ เขาพัน และเขาหยู่ ต่อมาในปี พ.ศ.337 เมื่อราชวงศ์ฉินล่มสลายลง พันหยู่ก็ถูกสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหนานเย่ (南越) หรืออาณาจักรนามเวียต (Nam Việt) ในภาษาเวียดนาม (ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของชาวเวียดนามนั่นเอง)
 
เมื่อราชวงศ์ฮั่นขึ้นมามีอำนาจในจีนได้สำเร็จ ก็คิดที่จะขยายอำนาจมายังจีนตอนใต้ และในปี พ.ศ.432 ราชวงศ์ฮั่นก็สามารถพิชิตอาณาจักรหนานเย่ลงได้ ดินแดนส่วนที่เคยเป็นของอาณาจักรหนานเย่ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนในฐานะแคว้นๆหนึ่ง แต่พันหยู่ยังคงสถานะเป็นเมืองหลวงเข่นเดิม จนกระทั่ง พ.ศ.769 มีการยกพื้นที่โดยรอบเมืองพันหยู่ขึ้นเป็นจังหวัดกวางโจว (廣州) และตั้งแต่นั้นมาชื่อของเมืองก็ได้กลายมาเป็นกวางโจวดังเช่นปัจจุบัน (สาเหตุที่ตัวอักษรจีนไม่เหมือนเช่นปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันประเทศจีนใช้อักษรจีนตัวย่อ)
 
นับแต่นั้นมา กวางโจว ก็กลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้าของจีนกับอินเดีย เปอร์เซีย และอาหรับ จนกระทั่งมาถึงในยุคที่ยุโรปเดินทางมายังเอเชีย ชาติแรกที่เดินทางมาถึงกวางโจวคือ โปรตุเกส ในปี พ.ศ.2057 โดยชาวโปรตุเกสเรียกชื่อเมืองนี้ว่า คันเตา (Cantão) หรือ แคนตั้น (Canton) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง เมื่อโปรตุเกสเข้ามาก็ได้ทำการค้าแบบผูกขาด ทำให้จีนไม่พอใจและขับไล่โปรตุเกสให้ออกไปยังมาเก๊าใน พ.ศ.2120
 
หลังจากนั้นก็มีชาวยุโรปเข้ามาติดต่อค้าขายกับกวางโจวมากมาย ทำให้เมืองนี้เจริญขึ้นเป็นอย่างมาก และกลายมาเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญของโลกในช่วงคิสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ต่อมาใน พ.ศ.2384 กวางโจวได้ถูกอังกฤษยึดครองในสงครามแคนตั้นครั้งที่ 2 และระหว่างปี พ.ศ.2481-2488 ก็ถูกญี่ปุ่นยึดครองในช่วงที่ญี่ปุ่นขยายอำนาจเข้ามาสู่จีน และเมื่อกวางตุ้งกลับเข้ามาอยู่ในอำนาจของจีนแล้ว จีนก็พยายามจะสร้างเมืองนี้เพื่อแข่งขันกับฮ่องกงของอังกฤษที่โตขึ้นมาแข่งกับกวางโจว ทำให้กวางโจวขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกลายมาเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญของจีนดังเช่นในปัจจุบัน
 
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
 
แม่น้ำซูเจียง
(กวางโจว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจูเจียง 珠江 หริอแม่น้ำไข่มุข )
 
กวางโจว ตั้งอยู่ทางภาคกลางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง โดยมีที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจูเจียง (珠江) หรือแม่น้ำไข่มุก แต่ถึงแม้จะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ กวางโจวก็ไม่ได้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มไปเสียทีเดียว เนื่องจากบริเวณโดยรอบมีเนินเขา และภูเขามากมาย หนึ่งในภูเขาที่สำคัญของเมืองก็คือ ภูเขาไป่หยุน (白云山) ทำให้สภาพภูมิประเทศของเมืองแบ่งเป็นที่ราบริมฝั่ง และพื้นที่ริมเชิงเขาและบางส่วนก็ตั้งอยู่บนเนินเขา โดยมีระนาบความสูงจากต้านตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นที่ต่ำ ไล่ระดับความสูงขึ้นไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพื้นที่สูงที่สุดของเมือง เนื่องจากเป็นเขตที่ตั้งของเขาไป่หยุน
 
กวางโจว มีลักษณะภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อน-ชื้น โดยมีอิทธิพลมาจากลมมรสุมในเอเชีย ทำให้หน้าร้อนมีอุณภูมิสูงและอากาศมีความชื้นสูง ส่วนฤดูหนาวอากาศจะแห้งและเย็นสบาย ในช่วงนี้จึงเหมาะแก่การเดินทางไปท่องเที่ยว ซึ่งช่วงที่ที่เหมาะในการเดินทางไปเที่ยวกวางโจวคือช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม ซึ่งมีอุณภูมิอยู่ระหวาง 18-21 C พ้นจากช่วงนี้แล้วก็จะไม่น่าไปเที่ยวสักเท่าไหร่ เพราะจะเป็นฤดูมรสุมที่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนเรื่อยไปจนถึงเดือนกันยายน
 
การคมนาคม
 
สถานีกวางโจวใต้
(ภายในชานชาลาของสถานีรถไฟกวางโจวใต้  广州南站 ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในกวางโจว)
 
กวางโจว เป็นหนึ่งในเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนดีที่สุดในเอเชีย อันมีระบบขนส่งทางรางเป็นระบบหลัก โดยเฉพาะรถไฟฟ้าภายในเมือง (Guangzhou Metro) ที่เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีทั้งหมด 10 สาย ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ทั้งหมดภายในเมืองกวางโจว ส่วนระบบรถไฟระหว่างเมืองก็สามารถเชื่อมต่อไปยังส่วนต่างๆของจีนได้ทั้งหมด อย่าว่าแต่เดินทางในจีนเลย เราสามารถขึ้นรถไฟจากจีนไปยังยุโรปได้อีกด้วย โดยผ่านทางรถไฟสายทรานไซบีเรียของรัสเซียนั่นเอง สำหรับรถไฟที่วิ่งผ่านกวางโจวนี้มีทั้งรถไฟแบบธรรมดา และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงนี้มีอยู่ 2 สายด้วยกัน คือ สายกวางโจว-อู๋ฮั่น ความเร็ว 320 กม./ชม. และสายกวางโจว-จูไห่ ความเร็ว 200 กม./ชม. โดยสถานีที่ถือว่าเป็นชุมทางของกวางโจวก็คือ สถานีกวางโจวใต้ (广州南站) หรือสถานีกวางโจวแห่งใหม่
 
สำหรับการเดินทางโดยรถยนตร์สาธารณะ กวางโจวมีระบบรถเมล์สาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก บริหารงานโดยการขนส่งมวลชนกวางโจว หรือ Guangzhou Bus Rapid Transit ; GBRT  (中山大道快速公交试验线) แต่ถ้าใครยังไม่สันทัดในระบบรถเมล์ กวางโจวก็ยังมีรถแท็กซี่ให้บริการอีกด้วย (ในอดีตเคยมีมอร์เตอไซค์รับจ้างแบบบ้านเราด้วยแหละ Wink แต่ปัจจุบันถูกยกเลิกไปโดยสำนักงานขนส่งกวางโจว เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง)
 
สำหรับสนามบินประจำเมืองคือ สนามบินนานาชาติไป่หยุน  ซึ่งเป็นสนามบินพานิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีนรองจากสนามบินนานาชาติปักกิ่ง และยังเป็นสนามบินพานิชย์ที่ใหญ่